เสียงลือเสียงเล่าอ้าง อันใดพี่เอย
เสียงย่อมยอยศใคร ทั่วหล้า
สองเขือพี่หลับไหล ลืมตื่น ฤาพี่
สองพี่คิดเองอ้า อย่าได้ ถามเผือ


ตำนานรักพระลอ เป็นนิยายรักอมตะ ที่มีชื่อเสียงที่สุดเรื่องหนึ่งที่เขียนไว้ในวรรณคดีเรื่องลิลิตพระลอ เชื่อกันว่าเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในเขตอำเภอสอง จังหวัดแพร่ เพราะมีหลักฐานหลายอย่างสอดคล้องกันเช่น เมืองสรอง ซึ่งเป็นเมืองของพระเพื่อนพระแพงผู้เลอโฉม สันนิษฐานว่าคือ เมืองสอง(อ.สอง) ของจังหวัดแพร่ในปัจจุบัน มีแม่น้ำกาหลงไหลผ่าน มีเด่นนางฟ้อน บ้านแดนชุมพล ถ้ำปู่เจ้าสมิงพราย ผาปี่ผาน้อง และที่เวียงสรองยัง ปรากฎซากแนวกำแพงเมืองถึง ๓ ชั้น ให้เห็นอย่างชัดเจน ส่วนบริเวณที่ติดกับอำเภอสองคือจังหวัดพระเยา มีทุ่งลอ นักวิชาการเชื่อกันว่าเป็นดินแดนเมืองแมนสรวงของพระลอ เมื่อคิดคำนวณระยะทางในการเดินทัพของพระลอมายังเมืองสรอง ในยุคนั้น ก็ใกล้เคียงสอดคล้องกับที่พรรณนาไว้ในลิลิตพระลอ จึงน่าเชื่อว่าเป็นเรื่องจริงที่เกิดขึ้นในอาณาเขตจังหวัดแพร่ น่าน พะเยา และลำปาง


เนื้อเรื่อง ตำนานรักพระลอ ความว่า เดิมเจ้าราชวงศ์แมนสรวงกับเจ้าราชวงศ์สรองเป็นปรปักษ์ต่อกัน แต่โอรสและธิดาของ ๒ เมืองนี้เกิดรักกันและยอมตายด้วยกัน ฝ่ายชายคือพระลอเป็นกษัตริย์แห่งเมืองแมนสรวง มีพระชายาชื่อนางลักษณวดี พระลอเป็นหนุ่มรูปงามมากเป็นที่เลื่องลือไปทั่วจนทำให้พระเพื่อนพระแพงเกิดความรักและปรารถนาที่จะได้พระลอมาเป็นสวามี พี่เลี้ยงของพระเพื่อนพระแพง ชื่อนางรื่นนางโรย ได้ออกอุบายส่งคนไปขับซอยอโฉมพระเพื่อนพระแพงให้พระลอฟัง และให้ปู่เจ้าสมิงพรายทำเสน่ห์ให้พระลอเกิดความรักหลงใหลคิดเสด็จไปหานางฝ่ายพระนางบุญเหลือชนนีของพระลอทราบ จึงหาหมอแก้เสน่ห์ได้ แต่ปู่เจ้าสมิงพรายได้เสกสลาเหิน (หมากเหิน) มาให้พระลอเสวยในตอนหลังอีก ถึงกับหลงไหลธิดาทั้งสองมากขึ้น จึงทูลลาชนนีและพระนางลักษณวดีไปยังเมืองสรอง พร้อมกับนายแก้วนายขวัญพี่เลี้ยง เมื่อมาถึงแม่น้ำกาหลงได้เสี่ยงทายกับแม่น้ำ แม่น้ำกลับวนและเป็นสีเลือด ซึ่งทายว่าไม่ดี แต่พระลอก็ยังติดตามไก่ที่ปู่เจ้าสมิงพรายเสกมนต์ล่อพระลอให้หลงเข้าไปในสวนหลวง แล้วแอบได้พระธิดาทั้งสองเป็นชายา นายแก้วนายขวัญก็ได้กับนางรื่นนางโรยพี่เลี้ยง เมื่อพระพิชัยพิษณุกร พระบิดาของพระเพื่อนพระแพงทราบเรื่องก็ทรงกริ้ว แต่พอทรงพิจารณาเห็นว่าพระลอมีศักดิ์เสมอกันก็หายกริ้ว แต่พระเจ้าย่า (ย่าเลี้ยง) ของพระเพื่อนพระแพงโกรธมาก เพราะแค้นที่พระบิดาของพระลอได้ประหารท้าวพิมพิสาคร พระสวามีในที่รบ พระเจ้าย่าถือว่าพระลอเป็นศัตรู จึงสั่งทหารให้ไปล้อมพระลอที่ตำหนักกลางสวน และสั่งประหารด้วยธนู ทั้งพระลอ พระเพื่อน พระแพง และนายแก้ว นายขวัญ นางรื่น นางโรย ร่วมกันต่อสู้ทหารของพระเจ้าย่าอย่างทรหด จนสุดท้ายถูกธนูตายในลักษณะพิงกัน ตายด้วยความรักทั้ง ๓ องค์ ท้าวพิชัยพิษณุกร ทรงทราบว่าพระเจ้าย่าสั่งให้ทหารฆ่าพระลอพร้อมพระธิดาทั้งสององค์ ทรงกริ้วและสั่งประหารพระเจ้าย่า (เพราะมิใช่ชนนี) เสีย แล้วโปรดให้จัดการพระศพพระลอกับพระธิดาร่วมกันอย่างสมเกียรติ และส่งทูตนำสาส์นไปถวายพระนางบุญเหลือ ชนนีของพระลอที่เมืองสรวง สุดท้ายเมืองสรองกับเมืองแมนสรวงกลับมีสัมพันธไมตรีกันต่อมา

คติและแนวคิด
ตำนานรักพระลอเป็นนิยายพื้นบ้านที่ให้รสวรรณคดีทุกรส ได้แก่ ความรัก ความโศก กล้าหาญ และเสียสละ ทั้งยังสะท้อนให้เห็นถึงผลเสียของความแค้น ความอาฆาต พยาบาท ตลอดจนอนุภาพแห่งความรัก ที่เป็นอมตะรักของพระลอ พระเพื่อนพระแพง

 
วรรณคดีเกี่ยวกับลัทธิประเพณี สมัยอยุธยาตอนต้น
 
 ลิลิตพระลอ
             เป็นนิยายปรัมปราเกี่ยวกับความรัก เดิมเป็นนิยายพื้นบ้านของไทยทางภาคเหนือ เป็นเรื่องที่อ่านสนุกพร้อมไปกับได้ข้อคิด ทั้งเนื้อเรื่อง กระบวนกลอน และถ้อยคำ เนื้อเรื่องเกี่ยวกับความรักระหว่างสองตระกูลที่เป็นศัตรูกัน และจบลงด้วยความตายอย่างเศร้าสลดใจ

เนื้อเรื่องโดยย่อ
             กล่าวถึงกษัตริย์สองนครคือ เมืองสรวงกับเมืองสรอง ซึ่งมีอาณาเขตเมืองติดต่อกัน ทั้งสองเมืองได้ยกทัพต่อสู้กัน เจ้าเมืองสรวงนามว่า “ท้าวแมนสรวง” ได้ชัยชนะเหนือท้าวพิมพิสาร ซึ่งได้สิ้นชีพบนคอช้าง ท้าวพิชัยพิษณุกรโอรสครองราชแทน มีมเหสีชื่อว่า “ดาราวดี” และมีพระราชธิดาสองพระองค์ ทรงพระนามว่า พระเพื่อนและพระแพง มีพี่ เลี้ยงสองคนคือ นางรื่นและนางโรย
             ท้าวแมนสรวงมีพระมเหสีพระนามว่า บุญเหลือ มีพระโอรสพระนามว่า พระลอ และให้อภิเษกกับพระนางลักษณวดี เนื่องจากพระลอทรงมีพระสิริโฉมงดงาม ประชาชนเลื่องลือในความงามไปทั่วเมืองสรอง ด้วยบุพเพสันนิวาส ทำให้พระราชธิดาเมืองสรวงหลงไหลใฝ่ฝันถึงใคร่อยากจะได้พระลอเป็นพระสวามี ดังนั้นจึงได้แต่เฝ้ากลัดกลุ้มพระทัยใคร่จะพบพระลอตลอดมา นางรื่น นางโรย จึงรับอาสาจะช่วยเหลือ โดยส่งคนไปรับซอยอโฉมพระเพื่อนพระแพงให้พระลอฟังเช่นกัน จนกระทั่งได้ทราบว่า พระลอทรงแสดงอาการพอพระทัยในพระสิริโฉม เมื่อเห็นได้ที่ดังนั้น นางรื่นและนางโรย จึงให้ปู่เจ้าสมิงพรายทำเสน่ห์ให้พระลอเสด็จมาหาพระเพื่อนพระแพงให้เร็วขึ้น
             พระลอถูกเสน่ห์ ยากที่ใครจะทัดทานได้ แม้แต่พระมารดา ดังนั้นพระลอจึงเสด็จพระราชดำเนินไปเมืองสรวง โดยมีนายแก้วและนายขวัญสองพี่เลี้ยงตามเสด็จฯ ไปถึงแม่น้ำกาหลง พระองค์ได้ลองเสี่ยวน้ำปรากฏว่าเป็นลางร้าย แต่มีขัตติยมานะที่จะดำเนินทางต่อไป จนกระทั่งถูกไก่ผีของปู่เจ้าสมิงพรายล่อเข้าไปเมืองสรวง พระลอแปลงเป็นพราหมณ์ชื่อ ศรีเกษ ส่วนนายแก้ว นายขวัญ ก็แปลงเป็นพราหมณ์ชื่อ รัตน์ ราม แล้วแอบเข้าไปในสวนหลวงของพระเพื่อนและพระแพงจนได้พบสมใจปรารถนา ส่วนนายแก้ว นายขวัญ ก็พลอยรักกับนางรื่น นางโรย ในที่สุดนางรื่นและนางโรยก็ลอบพาพระลอเข้าไปในตำหนักพระเพื่อนและพระแพง
             ครั้นนานวันเข้า ท้าวพิชัยพิษณุทรงทราบเรื่อง แต่ด้วยน้ำพระทัยเมตตา จึงรับสั่งว่าจะอภิเสกให้ แต่พระเจ้าย่าเลี้ยงของพระเพื่อนพระแพง ซึ่งเป็นพระมเหสีของท้าวพิมพิสารยังมีความพยาบาทพระลออยู่ จึงออกอุบายโดยอ้างรับคำสั่งพระเจ้าพิชัยพิษณุกรให้ทหารไปจับพระลอ ด้วยอานุภาพแห่งความรักย่อมจะอยู่เหนือความตาย ดังนั้น พระลอ พระเพื่อนพระแพงและพี่เลี้ยงชายหญิงจึงต่อสู้จนสิ้นชีวิต ท้าวพิชัยพิษณุทราบเรื่องจึงสลดพระทัยยิ่งนัก กริ้วพระเจ้าย่าและทหาร โดยรับสั่งให้นำไปประหารชีวิตทั้งหมด จากนั้นให้จัดการพระศพอย่างสมเกียรติ แล้วทูลเชิญพระราชสาส์นแจ้งข่าวทั้งปวงไปถวายพระนางบุญเหลือ พระนางจึงทรงแต่งทูตมาขอแบ่งพระอัฐิธาตุของกษัตริย์ทั้งสามพระองค์ ตั้งแต่นั้น มาสองเมืองนี้จึงมีไมตรีต่อกัน

ความเชื่อและประเพณี

พิธีทำเสน่ห์ของปู่เจ้าสมิงพราย
             นางรื่นนางโรยพระพี่เลี้ยงรับอาสาจะช่วยให้พระลอเสด็จมาเมืองสรวง จึงได้เชิญหมอมาทำเสน่ห์ ขอให้ปู่เจ้าสมิงพรายช่วยเหลือ ปู่เจ้าสมิงพรายเล็งเห็นด้วยญาณรู้ว่าทั้งสามองค์เคยสร้างบุญร่วมกันจึงรับอาสา และได้ทำเสน่ห์ถึงสามครั้งจึงสำเร็จ คือ
             ครั้งที่ ๑ ปู่เจ้าสมิงพรายเลี้ยงไม้ไล่และไม้ไผ่มาทำเป็นกังหันลมวาดรูปพระลอไว้ตรงกลาง วาดรูปพระเพื่อนพระแพงถอดรูปพระลออยู่คนละข้าง ลงยันต์ไว้รอบรูปวาดเสร็จแล้วปู่เจ้าสมิงพรายก็นั่งภาวนาในใจมุ่งมองไปยังต้นยางใหญ่โตขนาดเจ็ดคนโอบ ปู่นั่งภาวนามนต์จนกระทั่งยอดไม้ยางยืนต้น ลมก็พัดกังหัน กังหันหมุนคว้าง ผลทำให้พระลอจิตใจปั่นป่วน ฝันเพ้อว่านางมาแนบกาย ชวนให้ไปอยู่ด้วย
             ครั้งที่ ๒ ปู่เจ้าสมิงพรายเอาธงสามชายมาลงยันต์มากกว่าเดิม เขียนรูปพระลอ อยู่กลางมีสองนางแนบข้าง ปู่ใช้คาถาเสกต้นตะเคียนใหญ่ขนาดเก้าคนโอบจนยอดโน้มลงมา ปู่เอาธงปักบนยอดต้นตะเคียน แล้วเสกให้ต้นตะเคียนยืนต้นตรงตามเดิม เมื่อธงสามชายบนยอดต้นตะเคียนถูกลมพัด ฤทธิ์ยาและฤทธิ์มนต์ ทำให้พระลอเคลิ้มเห็นเป็นพระเพื่อนพระแพงมานั่งลูบไล้พระองค์ไปมา
             ครั้งที่ ๓ ปู่เจ้าสมิงพรายได้ทำพิธีใช้คาถาอัญเชิญเทวดาทุกทิศ ให้จัดเป็นกองทัพ บังคับให้ไปตีกองทัพพี่ของปู่เมืองสรวง ซึ่งก็ได้ชัยชนะ ปู่เจ้าจึงเสกสลาเหิน (หมาก=ทำให้ผู้กินหลงรัก) ให้บินไปตกลงในพานพระศรี เมื่อพระลอเสวยเข้าไปก็คิดถึงพระเพื่อนพระแพงจนแทบขาดใจ จึงต้องเสด็จออกจากพระนครตามหาพระนาง

ลิลิตโองการแช่งน้ำ
             ใช้สำหรับการประกอบพระราชพิพัฒน์สัตยา โดยพราหมณ์เป็นผู้อ่าน ซึ่งเป็นพิธีที่ รัชกาลที่ ๕ ทรงกล่าวว่า เป็นพระราชพิธีใหญ่สำหรับแผ่นดินมีสืบมาแต่โบราณ ไม่มีเวลาว่างเว้น มีคำอ้างว่าเป็นพิธีระงับยุคเข็ญของบ้านเมือง
             ลิลิตโองการแช่งน้ำ จึงเป็นวรรณกรรมทางการเมืองที่เก่าแก่เรื่องหนึ่ง สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของพระมหากษัตริย์ในสมัยโบราณ ในการที่จะพิทักษ์พระราชอำนาจและเป็นวรรณกรรมที่สร้างขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือทางการเมือง ในอีกแง่หนึ่ง พระมหากษัตริย์อาจมุ่งให้ผู้ถือน้ำเกิดความเกรงกลัวและยึดมั่นในคำสัตย์สาบานของตนอีกประมาณหนึ่ง เป็นเสมือนการตรวจสอบอำนาจและความจงรักภักดีของข้าราชการในสมัยของสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเสวยน้ำสาบานด้วย ทำให้มุ่งหมายขอบเขตของการแช่งน้ำจากการแสดงความจงรักภักดี เป็นประกาศตัวเป็นพวก พระมหากษัตริย์ทรงลดฐานะลงมา กระทำ สัญญาประชาคมทางใจกับข้าราชการ เป็นทำนองต่างฝ่ายจะซื่อตรงต่อกัน
             การแช่งน้ำจึงเป็นสิ่งสะท้อนบทบาทการเมืองการปกครองในสมัยโบราณนี้ไว้และต้องการพิสูจน์ให้ได้ว่าตนเป็นเทวดา เช่นการใช้พระแสงศร ๓ เล่ม (ปลัยวาต, อัคนิวาต, พรหมมาศ) ในการประกอบพิธี เพื่อให้ประชาชนเชื่อว่าตนคือพระรามอวตารลงมาเกิด เมื่อประชาชนเชื่อเช่นนี้ การปลดแอกจากระบบศักดินาจึงไม่มีและเข้าพิธีเพื่อมิให้สงสัย นอกจากแสดงจุดมุ่งหมายทางสังคมศาสตร์ และภาษาศาสตร์ คือเป็นเอกสารที่บันทึกลักษณะความเชื่อความต้องการของสังคม สะท้อนคติชนของสังคมในสมัยโบราณ
ผู้แต่ง
             ผู้แต่งลิลิตโองการแช่งน้ำเป็นใครและแต่งในสมัยใด ไม่มีหลักฐานแน่ชัด มีผู้สันนิษฐานว่า แต่งขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้น ปฐมกษัตริย์คือ พระรามาธิบดีที่ ๑
เนื้อเรื่องโดยย่อ
             ลิลิตโองการแช่งน้ำ เป็นวรรณกรรมเก่าแก่ ใช้สำหรับอ่านหรือสอนในพระราชพิธีถือน้ำพระพิพัฒน์สัตยา ซึ่งเป็นพิธีที่ประกอบขึ้นเพื่อเป็นการแสดงความจงรักภักดีของ ข้าราชการและขุนนาง เชื่อกันว่าลิลิตโองการแช่งน้ำแต่งขึ้นในสมัยอยุธยาตอนต้นคือรัชสมัยของพระรามาธิบดี ที่ ๑ เนื่องจากมีข้อความตอนหนึ่งว่า “ผู้บดีบซื่อใครใจคอใจคด ขบถเจ้าผู้ผ่านเกล้าอยุธยา สมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาจักพรรดิศรราชาธิราช ท่านมีอำนาจ มีบุญ”
             เนื้อเรื่องของลิลิตโองการแช่งน้ำแบ่งเป็น ๕ ส่วนด้วยกัน กล่าวคือ
             ๑. คำสดุดีเทพเจ้าทั้ง ๓ องค์ ในศาสนาพราหมณ์หรือตรีมูรติ ประกอบด้วยร่าย ๓ บท สรรเสริญพระนารายณ์ พระอิศรและพระพรหม ต่อมาเป็นเรื่องไฟล้างโลก การ สร้างโลก และการอภิเษกพระเจ้าแผ่นดิน
             ๒. การอัญเชิญพระรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลาย มาเป็นพยานในพิธีซึ่งมีคติความเชื่อเรื่องผีบ้านผีเรือน เทวดาชั้นต่าง ๆ และเทวดาอารักษณ์ ที่ทำหน้าที่ปกปักษ์รักษาจึงต้องเชิญมาเพื่อให้เป็นพยานและเป็นหูเป็นตามิให้ผู้คิดคดทรยศ ความเชื่อเรื่องเทวดา หรือเทพเจ้าต่าง ๆ นี้ เป็นคติพราหมณ์แต่มีคติทางพุทธมาเจือปนจากการอัญเชิญพระรัตนตรัยมาเป็นพยาน
             ๓. คำสาปแช่งต่อพระเจ้าแผ่นดินให้ประสบภัยพิบัติต่าง ๆ ทั้งเมื่อยังมีชีวิตอยู่ ก็ให้ ประสบภัยพิบัติต่าง ๆ ทั้งจากสัตว์ร้ายจากคมหอกคมดาบ
             ๔. คำอวยพรผู้ที่มีความจงรักภักดี คือเมื่อยังมีชีวิตอยู่ให้ได้รับความดีความชอบปูนบำเหน็จจากพระเจ้าแผ่นดิน ให้เจริญด้วยพร ๔ ประการ เมื่อตายไปให้เทวดานำขึ้นไปสู่สวรรค์เป็นต้น
             ๕. คำถวายพระพรต่อพระเจ้าแผ่นดิน
ความเชื่อและประเพณี
             พระราชพิธีตรีสัจจปานกาลเป็นพิธีพราหมณ์ เกิดจากความเชื่อเรื่องคำสัตย์สาบาน และความเชื่อเรื่องเทพเจ้า การล้างโลก การสร้างโลก ตามคติทางศาสนาพราหมณ์ ประกอบกับความจำเป็นด้านการปกครองบ้านเมือง เนื่องจากสมเด็จพระรามาธิบดีที่ ๑ ทรงสถาปนากรุงศรีอยุธยาขึ้นเป็นครั้งแรก ต้องการความซื่อสัตย์สามัคคีเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันของบรรดาข้าราชบริพารทั้งหลายทำให้ต้องมีพระราชพิธีดื่มน้ำสาบานตน
             การถือน้ำครั้งกรุงเก่ากระทำที่วัดศรีสรรเพชญ์ แล้วย้ายไปที่วิหารพระมงคลบพิตร เมื่อถือน้ำแล้ว นำดอกไม้ธูปเทียนเข้าไปกราบถวายบังคมทูลพระรูปพระเจ้าอู่ทอง แล้วพากันเข้าไปถวายบังคมพระเจ้าแผ่นดินพร้อมกัน
             พิธีเริ่มโดยพระมหาราชครูเชิญพระขันหยก มีรูปพระนารายณ์ทรงศรตั้งอยู่กลางขัน แล้วกรมแสงหอกดาบเชิญพระแสงศรพรหมาสตร์ ประลัยวาต และอัคนิวาต ถอดฝักส่งให้พระครูอ่านโองการแช่งน้ำและชุบ (แทง) พระแสงศรองค์ละ ๓ ครั้ง เมื่อกล่าวถึงพระนารายณ์ แทงพระแสงศรปลัยวาต เมื่อกล่าวถึงพระอิศวร แทงพระแสงศรอัคนิวาต เมื่อกล่าวถึงพระพรหม แทงพระแสงสรพรหมมาสตร์
             เมื่ออ่านโองการแช่งน้ำจบแล้ว พระอาลักษณ์อ่านคำประกาศสาบานตน แล้วกรมพระแสงหอกดาบเชิญพระแสงตามลำดับ พระมหาราชครูชุบพระแสงในหม้อและขันสาคร แล้วแจกน้ำให้ข้าราชการบริพารดื่ม

มหาชาติคำหลวง
             มหาชาติคำหลวงหรือที่คนไทยรู้จักกันดีว่า มหาเวสสันดรชาดก มีข้ออธิบายว่า หนังสือมหาชาติเดิมแต่งเป็นภาษามคธ ไม่ปรากฏนามผู้แต่ง แต่น่าจะแปลเป็นไทยแต่ครั้งสมัยสุโขทัย สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงอธิบายเกี่ยวกับเรื่องน้ำไว้ว่า สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ โปรดให้ประชุมปราชญ์ราชบัณฑิตแต่งขึ้นเมื่อปีขาล พ.ศ. ๒๐๒๕ มีจำนวน ๑๓ กัณฑ์ และเสียหายไปตอนเสียกรุงเก่า ๖ กัณฑ์ คือ กัณฑ์หิมพานต์ ทานกัณฑ์ จุลพน มัทรี สักกบรรพ และฉกษัตริย์ แต่พอถึงสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ รัชกาลที่ ๒ ก็ให้นักปราชญ์ราชบัณฑิตแต่งส่วนที่ขาดหายไปจนครบ
เนื้อเรื่องโดยย่อ
             มหาชาติคำหลวง แปลว่าชาติใหญ่ ชาติสำคัญ เป็นหนังสือที่กล่าวถึงการบำเพ็ญทานอย่างยิ่งใหญ่ ของพระเวสสันดรโพธิสัตว์ เป็นการบำเพ็ญบารมีครบทั้ง ๑๐ บารมี และเป็นพระชาติสุดท้ายก่อนจะมาตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ที่กล่าวเป็นทานบารมีที่ยิ่งใหญ่ เพราะเป็นการบริจาคบุตรและภรรยา ซึ่งเป็นการยากหาผู้จะทำได้ พระองค์ทรงบริจาคทานทุกอย่างด้วยศรัทธาแรงกล้า มหาชาติคำหลวง ซึ่งได้กล่าวแล้วว่า ฉบับเดิมเป็นภาษามคธ แต่งเป็นปัฐยาวัตรฉันท์ มีจำนวน ๑,๐๐๐ บทด้วยกัน
ความเชื่อและประเพณี
             พุทธศาสนิกนิยมฟังเทศน์มหาชาติกันมากเพราะเชื่อว่า
             ๑. เป็นพุทธวจนะที่พระพุทธองค์ประทานแก่ภิกษุและพุทธบริษัทที่เมืองกบิลพัสดุ์ เป็นกุศลราศรีแก่ผู้แสวงบุญ
             ๒. เชื่อกันว่า ผู้ที่ต้องการมาเกิดในศาสนาของพระศรีอาริยเมตตไตย จะต้องฟัง มหาชาติคำหลวง หรือเวสสันดรชาดกอันประกอบด้วยคาถาพันให้จบภายในราตรีเดียว
             และยังมีหลักฐานปรากฏว่า มหาชาติมีมาตั้งแต่กรุงสุโขทัย เพราะศิลาจารึกนครชุม พ.ศ. ๑๙๐๐ มีข้อความจารึกว่า ธรรมเทศนาอันเป็นต้นว่ามหาชาติคนสวดแลมิได้เลย และจารึกวัดป่ามะม่วง สรรเสริญพระเจ้าลิไท เมื่อทรงผนวชว่า (พ.ศ. ๑๙๕๐) ทรงประกอบด้วยทานบารมีคล้ายพระเวสสันดร
การกำหนดวัน
             ไม่เป็นทางการแน่นอนแล้วแต่ละภาค เช่น ภาคกลางอาจทำกลางเดือนสิบสอง หรือเดือนสิบ พ้นกรานกฐิน หรือบางทีอาจเป็นเดือนอ้าย ส่วนทางภาคอีสานจัดให้มีในเดือนสี่ ส่วนมากเรื่องบุญพระเวส การเทศน์ทำนองแต่ละท้องถิ่นแตกต่างกันออกไป ภาคกลางก็ใส่ภาษากลาง ภาคอีสานก็เทศน์ทำนองอีสาน เครื่องบูชากัณฑ์เทศน์ก็จะมีพวกของแห้งของสดพวกผลไม้ กล้วย ส้ม มะพร้าว แก่อ่อนเป็นทะลาย ตลอดจนอ้อยเป็นมัด และการจัดเครื่องกัณฑ์ต้องจัดให้เข้ากับกัณฑ์เทศน์ กัณฑ์มัทรีหรือกุมารมักมีผลไม้ และที่ขาดไม่ได้ คือเทียนประจำคาถา เรียกว่า เดินคาถา สถานที่จะจัดอย่างงดงามประดับด้วยธงทิว บางทีอาจมีภาพจิตรกรรมแขวนไว้รอบศาลา
             การเทศน์อาจกำหนด ๓ วัน หรือ ๒ วันแล้วแต่ท้องที่ คือวันแรกเทศน์คาถาพัน วันที่ ๒ เทศน์มหาชาติ วันสุดท้ายเทศน์อริยสัจ ๔ ทางภาคอีสานมีการเทศน์วันเดียวเป็นส่วนมาก และจะมีการแห่กัณฑ์หลอน
และในสมัยก่อน เทศน์จบแต่ละกัณฑ์แล้วมักจะมีการบรรเลงปี่พาทย์ประกอบกัณฑ์นั้น ๆ ด้วย ส่วนภาคอีสานจะใช้การตีฆ้องแทน

กาพย์มหาชาติ
             เป็นวรรณกรรมเพื่ออธิบายเทศน์มหาชาติ คือมหาชาติคำหลวงของฉบับสมัยพระบรมไตรโลกนาถให้สั้นลง เพื่อการเทศน์จะได้เสร็จภายในวันหนึ่ง และเพื่อเข้าใจง่ายขึ้น ทั้งที่ยังมีความไพเราะและเพื่อแสดงความพิสดาร กุมารบรรพและสักกบรรพจากที่เคยใช้ภาษาบาลีผสมกับภาษาไทย เป็นกาพย์กลอนร่ายไปเรื่อย ๆ เหมาะแก่การเพ่งยิ่งขึ้น และประการสำคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ เพื่อแสดงให้เห็นความพยายามของคนไทย ที่ได้มีความเจริญรุ่งเรืองนานกาลเวลา ทางศิลปวัฒนธรรมตลอดจนความเชื่อต่าง ๆ อีกด้วย
เนื้อเรื่องโดยย่อ
             คล้ายกับมหาชาติคำหลวง แต่ยาวไม่เท่ามหาชาติคำหลวง เพราะพวกบัณฑิตรุ่นหลังได้ตัดความให้สั้นลง เพื่อเทศน์ให้จบในวันเดียว จนกลายเป็นกาพย์มหาชาติอย่างปัจจุบัน
             โดยเนื้อเรื่องของกาพย์มหาชาติ จะเน้นที่กาพย์กุมารบรรพ ตอนที่พระเวสสันดรบริจาคพระโอรสและพระธิดา แก่ชูชก ที่ตามไปขอถึงภูเขาวงกต ซึ่งมีการพรรณนาเนื้อความเป็นกาพย์ที่สัมผัสและใจความดี ส่วนอีกกาพย์หนึ่งก็คือสักกบรรพ ตอนที่พระอินทร์แปลงกายมาขอนางมัทรีไปเป็นเมีย ก่อนที่ชูชกจะมาขอไป พระเวสสันดรก็ให้อีก แต่ภายหลังพระอินทร์ก็ทรงแสดงตนให้ทราบ แล้วประทานนางมัทรีให้คืนและอวยพรให้พระเวสสันดรตั้งใจบำเพ็ญบารมีต่อไปอีกให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป